ปัญหา
ขยะมูลฝอย นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากปริมาณและลักษณะขยะมูลฝอยเปลี่ยนแปลงไป ด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร พฤติกรรมการบริโภคที่ต้องการความสะดวกสบาย บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง เป็นต้น การจัดการขยะมูลฝอยที่ไม่ถูกหลักวิชาการ ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม เช่น กลิ่นรบกวนและน้ำเน่าเสียจากอินทรีย์สารในขยะเกิดการเน่าเปื่อย เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค เป็นต้น หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องรับภาระในการจัดการขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นด้วยวิธีที่แตกต่างกัน เช่น การฝังกลบ การใช้เตาเผา การกองทิ้งไว้กลางแจ้ง เป็นต้น แต่ละวิธีที่กล่าวถึงเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุที่ไม่ยั่งยืน เพราะมีการใช้พื้นที่ในการกำจัดและมีโอกาสในการก่อมลพิษเกิดขึ้นได้

การจัดการขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพและเริ่มใช้การแพร่หลายในหลายท้องถิ่น คือ การจัดการขยะมูลฝอย ณ แหล่งกำเนิดต่าง ๆ เช่น ครัวเรือน โรงแรม สถานศึกษา เป็นต้น โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคัดแยกขยะออกเป็น 4 ประเภท คือ ขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย ขยะทั่วไป ทำไมจึงให้คัดแยกเช่นนี้ มีกรณีเปรียบเทียบการคัดแยก ดังนี้
เปรียบเทียบรูปแบบการคัดแยกขยะมูลฝอยชุมชน
- แยกขยะมูลฝอย 4 ประเภท ถังขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป ขยะย่อยสลายได้และขยะอันตราย
ข้อดีคือ วัสดุที่นำกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่มีคุณภาพดี
ข้อเสีย เพิ่มจำนวนภาชนะรองรับขยะมูลฝอยมากขึ้น
- แยกขยะสด ขยะแห้งและขยะอันตราย ถังขยะสด ขยะแห้งและขยะอันตราย
ข้อดีคือ ง่ายต่อการนำขยะสดไปใช้ประโยชน์และขยะอันตรายไปกำจัด
ข้อเสีย วัสดุที่นำกลับไปใช้ประโยชน์ยังปะปนกันอยู่ไม่ได้แยกประเภท
- แยกขยะสดและขยะแห้ง ถังขยะแห้งและถังขยะเปียก
ข้อดี ง่ายต่อการนำขยะเปียกใช้ประโยชน์
ข้อเสีย สับสนต่อนิยามคำว่าขยะเปียก ขยะแห้ง ทำให้ทิ้งไม่ถูกต้องกับถังรองรับ
จะเห็นว่าการคัดแยกในรูปแบบที่ 1 สามารถนำขยะมูลฝอยมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้มากกว่าวิธีอื่น สามารถสร้างรายได้แก่ครัวเรือนหรือชุมชนที่มีการคัดแยก ณ แหล่งกำเนิด เช่น ขยะย่อยสลายได้ อาจนำไปผลิตปุ๋ยจำหน่าย ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะ ปัญหากลิ่นรบกวนและน้ำน่าเสีย ขยะรีไซเคิล รวบรวมเพื่อจำหน่าย แล้วอาจนำไปสู่กระบวนการแปรรูปใหม่หรือใช้ซ้ำ จะช่วยลดปริมาณขยะและมลพิษจากการเผา ขยะอันตรายและขยะทั่วไป ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ใหม่ไม่ได้แล้วสามารถนำสู่กระบวนการกำจัดที่ถูกวิธีได้ง่ายขึ้น จะเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปด้วย